ก๋วยเตี๋ยว

posted on 01 Sep 2011 20:36 by wantanung

ประวัติ 

 

 

 

       สันนิษฐานกันว่าก๋วยเตี๋ยวในประเทศไทยมีมาเมื่อประมาณสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยมีการติดต่อกับชาวต่างชาติมากมาย และชาวจีนก็ ได้นำเอาก๋วยเตี๋ยวเข้ามากินกันในเรือ โดยต้มในน้ำซุป มีการใส่หมู ใส่ผักและเครื่องปรุงเพื่อความอร่อย แต่สำหรับคนไทยแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ในยุคนั้น และได้นำมาประกอบเป็นอาหารอื่นๆ บริโภคกันจนมีความเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และเริ่มมีการทำเส้นก๋วยเตี๋ยวในประเทศไทย

 

 

 

 

ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายรัฐนิยมที่สนับสนุนให้ประชาชนบริโภคก๋วยเตี๋ยว ซึ่งจอมพล ป. เห็นว่าหากประชาชนหันมาร่วมกันบริโภคก๋วยเตี๋ยว จะเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจของชาติในตอนนั้น เพื่อให้เงินหมุนเวียนในประเทศ ดังคำกล่าวของจอมพล ป. ในสมัยนั้นว่า

“ อยากให้พี่น้องกินก๋วยเตี๋ยวให้ทั่วกัน เพราะก๋วยเตี๋ยว มีประโยชน์ต่อ ร่างกาย มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานพร้อม ทำเองได้ในประเทศไทย หาได้สะดวกและอร่อยด้วย หากพี่น้องชาวไทยกินก๋วยเตี๋ยวคนละ หนึ่งชามทุกวัน วันหนึ่งจะมีคนกินก๋วยเตี๋ยวสิบแปดล้านชาม ตกลงวันหนึ่งค่าก๋วยเตี๋ยวของชาติไทยหนึ่งวันเท่ากับเก้าสิบล้านสตางค์เท่า กับเก้าแสนบาท เป็นจำนวนเงินหมุนเวียนมากพอใช้ เงินเก้าแสนบาทนั้น ก็จะไหลไปสู่ชาวไร่ ชาวนา ชาวทะเลทั่วกันไม่ตกไปอยู่ในมือใครคนหนึ่งคนใดเพียงคนเดียว และเงินหนึ่งบาทก็มีราคาหนึ่งบาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เสมอ ไม่ใช่ซื้ออะไรก็ไม่ได้เหมือนอย่างทุกวันนี้ซึ่งเท่ากับไม่มีประโยขน์เต็ม ที่ในค่าของเงิน”

ชนิดของเส้นก๋วยเตี๋ยว 

การตากเส้นก๋วยเตี๋ยว

  • เส้นหมี่ หรือภาษาท้องถิ่นบางที่เรียก "หมี่ขาว" หรือ "เส้นหมี่ขาว" เพื่อป้องกันการสับสนระหว่างบะหมี่ ทำมาจากแป้งข้าวเจ้า เป็นเส้นเรียวเล็ก ยาว มักใช้เครื่องจักรผลิต ก่อนนำมาทำอาหาร ต้องนำไปแช่น้ำเสียก่อน
  • เส้นเล็ก ลักษณะกว้างกว่าเส้นหมี่ และตัดเป็นท่อนๆ เพื่อความง่ายในการรับประทาน เมื่อลวกเสร็จแล้วจะเหนียวกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวอื่นๆ มักจะใช้นำไปทำผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวเรือ ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก
  • เส้นใหญ่ มีขนาดความกว้างกว่าเส้นเล็ก ประมาณ 3-4 เท่าตัว เมื่อลวกเสร็จแล้วจะนิ่ม รับประทานง่าย มักนำไปทำก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ผัดซีอิ๊ว เย็นตาโฟ และราดหน้า
  • บะหมี่ ลักษณะเฉพาะตัวคือจะมีส่วนผสมของไข่จึงมีสีเหลือง ก่อนนำมาลวกจะต้องยีให้ก้อนบะหมี่คลายออก เพื่อไม่ให้เส้นติดกันเป็นก้อน ถ้าเป็นสีเขียว จะเรียกว่า "บะหมี่หยก" ซึ่งมีลักษณะเหมือนบะหมี่ธรรมดาทุกประการแต่จะใส่สีผสมอาหารให้เป็นสีเขียว มักจะนำไปใช้เป็นเส้นของ บะหมี่หมูแดง เย็นตาโฟ และบะหมี่เป็ด
  • กวยจั๊บ เส้นมีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยม เมื่อนำไปต้มในน้ำร้อนก็จะม้วนตัวเป็นหลอด
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • เกี๊ยมอี๋ ลักษณะคล้ายลอดช่อง มีสีขาว มักทำเป็นก๋วยเตี๋ยวเกี๊ยมอี๋
  • วุ้นเส้น เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากแป้งถั่วเขียว ลักษณะเด่นคือมีความใสคล้ายวุ้น

อาหารจำพวกก๋วยเตี๋ยวของชาติต่างๆ 

อาหารจำพวกเส้นก๋วยเตี๋ยวนอกจากในอาหารไทยแล้ว ยังพบในอาหารของชาติอื่นอีก ดังนี้ [2]

  • จีน ส่วนใหญ่เป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำก๋วยเตี๋ยวแห้งพบเฉพาะในอาหารเสฉวนเท่านั้น
  • ญี่ปุ่น อาหารที่ทำด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยวของญี่ปุ่นมีหลายแบบ ได้แก่
    • โซบะ ลักษณะของเส้นใหญ่กว่าเส้นบะหมี่ธรรมดา ทำจากบักวีตผสมแป้งสาลี
    • ราเม็ง ทำจากแป้งสาลีผสมไข่ นิยมทำเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำ มีหลายแบบตามเครื่องที่ราดบนหน้า
    • อุด้ง ทำจากแป้งสาลีผสมเกลือและน้ำ ไม่ใส่ไข่
  • เกาหลี มีเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น เส้นแนงเมียน ทำจากบักวีตผสมแป้งมันฝรั่ง ดาวเมียน ทำจากแป้งมันเทศ เป็นต้น
  • เวียดนาม เรียกเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าว่า เฝอ ส่วนเส้นที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าหมักเคลือบด้วยแป้งมันสำปะหลังเรียก จ๋าว คนไทยเรียกจ๋าวว่าก๋วยจั๊บญวน
  • ลาว พบทางชายแดนที่ติดกับจีน ซึ่งชาวไทลื้อและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ มีข้าวซอยแบบเดียวกับชาวไทใหญ่และชาวไทลื้อในจีน
  • พม่า มีอาหารเส้นที่คล้ายข้าวซอยของทางภาคเหนือของไทย เรียกเข้าโซย ได้รับอิทธิพลจากชาวไทใหญ่
  • ชาวมลายูในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย มีอาหารเส้นเรียกหลักซา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก lakhsha ในภาษาเปอร์เซีย หลักซาในแต่ละถิ่นจะต่างกันไป เช่น หลักซาในรัฐกลันตันคล้ายขนมจีนน้ำยาของไทย ส่วนหลักซาปีนังใช้เส้นหมี่ขาว หลักซาเลอมักใช้เส้นที่คล้ายจ๋าวของเวียดนาม เป็นต้น
  • ฟิลิปปินส์ เรียกอาหารเส้นว่าปันสิด ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคนจีนที่เข้ามาค้าขายในฟิลิปปินส์ คำว่าปันสิด มาจาก pan it sit ในภาษาจีนฮกเกี้ยน
  • อิตาลี อาหารเส้นที่มีชื่อเสียงคือพาสตา อาจจะมาจากขนมปังสมัยกรีก-โรมันหรือจาก lakhsha ของชาวอาหรับ พาสตาของอิตาลีมีหลายแบบ แบบหนึ่งที่เป็นที่รู้จักทั่วไปคือมะกะโรนี

edit @ 10 Sep 2011 12:32:46 by ยิ้มเข้าไว้ ^^

คำถามท้ายบท

posted on 15 Aug 2011 19:23 by wantanung

 

 

 

 

1.มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร

การใช้คอมพิวเตอร์สื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟ ภาพศิลป์ (Graphic Art) เสียง (Sound) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และวีดิทัศน์ เกี่ยวข้องโดยที่การนำเสนอต้องมีสื่อเพื่อให้เราเห็นภาพหรือเข้าใจในเนื้อหานั้นๆเพื่มขึ้น

2.การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งที่พิมพ์อย่างไร

การนำเสนอข้อมูลทางเว็บไซต์จะรวดเร็วกว่าและสามารถเชื่อมโยงไปยังแหล่งความรู้อื่นๆได้

 

3.Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง

PowerPoint เป็นโปรเเกรมในการนําเสอนได้ในหลายรูปเเบบ  ไม่ว่าจะเป็นนําเสนอ เเบบเป็นอักษร เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว โดยตัวโปรเเกรมนั้นสามารถนําสือเหล่านี้มาผสมผานได้ อย่าลงตัวเเละมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

4.การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft Powerpoint แตกต่างกันอย่างไร

ใช้ไฟล์คนล่ะอย่างกัน

5.นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง

การนำเสนอข้อมูลโดยการพูด 

การนำเสนอข้อมูลโดยการใช้สื่อต่าง ๆ เช่น   การเขียนบนกระดาษเป็นเอกสาร   ซึ่งอาจเขียนเป็นข้อความคำบรรยาย   ตาราง   กราฟ  

 

6.นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

การนำเสนอข้อมูลแบบอนุกรม (time series) เพราะมีข้อมูลที่ดูง่ายเข้าใจไม่อยาก มีทั้งเป็นตาราง และ กราฟ เพื่อให้เราเห็นข้อแตกต่างของข้อมูลนั้นๆ

 

7.การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft Powerpoint สามารถทำได้อย่างไร

 

1.คลิกที่ ปุ่ม Microsoft Office จากนั้นคลิกที่ สร้าง

2.ในกล่องโต้ตอบ งานนำเสนอใหม่ ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้:

- ใน แม่แบบ ให้คลิกที่ ว่างและล่าสุดแม่แบบที่ติดตั้ง หรือ ชุดรูปแบบที่ติดตั้ง คลิกที่แม่แบบที่มีอยู่แล้วภายในที่คุณต้องการ จากนั้นคลิกที่ สร้าง

- ใน แม่แบบ ให้คลิกที่ สร้างจากที่มีอยู่ ค้นหาและคลิกที่แฟ้มงานนำเสนออื่นที่มีแม่แบบ จากนั้นคลิกที่ สร้างใหม่

- ใน แม่แบบ ให้คลิกที่ แม่แบบของฉัน เลือกแม่แบบที่กำหนดเองซึ่งคุณสร้างไว้ จากนั้นคลิกที่ ตกลง

- ใน Microsoft Office Online ให้คลิกที่ประเภทแม่แบบ เลือกแม่แบบ จากนั้นคลิกที่ ดาวน์โหลด เพื่อดาวน์โหลดแม่แบบจาก Microsoft Office Online

 

 

8.การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft Powerpoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด

บานหน้าต่างที่อยู่ในโปรแกรมประยุกต์ Office สามารถใช้คำสั่งนี้ได้ ที่ตั้งและขนาดหน้าต่างที่เล็กนี้ยอมให้คุณใช้คำสั่งเหล่านั้นได้ในขณะทำงาน

9.ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม

วินโดวส์ เอ็นที (Windows NT) วินโดวส์ 2000(Windows 2000) และวินโดวส์ เอ็กซ์พี (Windows XP)

 

10.ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft Powerpoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร

 ไม่ เพราะเราจะไม่สามารถนำเสนองานในรูปแบบตัวอักษรได้

11.เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft Powerpoint หรือไม่อย่างไร

จำเป็น เครื่องพิมพ์ มันจะให้คุณภาพที่ดีเยี่ยมของภาพ และกราฟิก

12.Microsoft Powerpoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร

ได้ วิธีการ

รูปภาพ

1.บนเว็บเพจ ให้คลิกขวาที่รูปภาพที่คุณต้องการ จากนั้นคลิกที่ บันทึกรูปภาพเป็น บน เมนูทางลัด (เมนูทางลัด : เมนูที่แสดงชุดรายการของคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับรายการเฉพาะ ในการแสดงเมนูทางลัด ให้คลิกขวาที่รายการนั้นหรือกด SHIFT+F10)

2.ป้อนชื่อที่คุณต้องการในกล่อง ชื่อแฟ้ม จากนั้นคลิกที่ บันทึก

3.ในแผ่นงานหรืองานนำเสนอ ที่แท็บ แทรก ในกลุ่ม ภาพประกอบ ให้คลิกที่ รูปภาพ

 4.ค้นหารูปภาพที่คุณบันทึกในขั้นตอนที่ 2 จากนั้นคลิกที่ แทรก 

ภาพยนตร์

1. แสดงภาพนิ่งที่คุณต้องการเพิ่มภาพยนตร์หรือรูปภาพเคลื่อนไหว GIF

2.ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

การเพิ่มแฟ้มภาพยนตร์ หรือรูปภาพเคลื่อนไหว GIF

1.บนเมนู แทรก ชี้ไปที่ ภาพยนตร์และเสียง จากนั้นคลิก ภาพยนตร์จากแฟ้ม เพื่อระบุตำแหน่งของโฟลเดอร์ที่มีแฟ้มที่คุณต้องการ และคลิกสองครั้งที่แฟ้มนั้นๆ

หมายเหตุ  ภาพยนตร์หรือแฟ้ม .gif ที่คุณเพิ่มไปใน Clip Organizer (ตัวจัดระเบียบคลิป: โปรแกรม Microsoft Office ที่ประกอบด้วยรูปวาด ภาพถ่าย เสียง วิดีโอ และแฟ้มสื่ออื่นๆ ที่คุณสามารถแทรกและใช้ในงานนำเสนอ สิ่งพิมพ์ และเอกสาร Office อื่นๆ ได้) สามารถเรียกดูได้ในโฟลเดอร์ Clip Organizer ซึ่งอยู่ในโฟลเดอร์ รูปภาพ บนฮาร์ดดิสก์ของคุณ หรือไปที่ตำแหน่งดั้งเดิมสำหรับแฟ้มเหล่านี้

2.เมื่อข้อความแสดงขึ้น ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนใดขึ้นตอนหนึ่งดังต่อไปนี้

  • §เมื่อต้องการเล่นภาพยนตร์หรือ GIF โดยอัตโนมัติเมื่อคุณไปยังภาพนิ่ง ให้คลิก อัตโนมัติ
  • §เมื่อต้องการเล่นภาพยนตร์หรือ GIF เมื่อคุณคลิกเท่านั้น ให้คลิก เมื่อคลิก

หมายเหตุ  เมื่อพยายามแทรกภาพยนตร์ และได้รับข้อความว่า Microsoft PowerPoint ไม่สามารถแทรกแฟ้มได้ ให้ลองแทรกภาพยนตร์ไปเล่นใน Windows Media Player แทน

วิธีการ

3.ใน Windows เปิดใช้ Windows Media Player (จากปุ่ม เริ่ม (Start) บนเมนูย่อย เบ็ดเตล็ด (Accessories))

4.บนเมนู แฟ้ม ใน Windows Media Player คลิก เปิด จากนั้นพิมพ์เส้นทางหรือเรียกดูแฟ้มที่คุณต้องการแทรก และคลิก ตกลง

  • §ถ้าภาพยนตร์เปิด และเล่น ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เหลือในงานดังนี้
  • §ถ้าไม่สามารถเล่นภาพยนตร์ได้ ก็หมายความว่าจะไม่สามารถเล่นเวลาที่คุณเปิด Windows Media Player ใน PowerPoint ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำงานนี้ให้เสร็จ คุณสามารถปรึกษาวิธีใช้ใน Windows Media Player เพื่อลองแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และใน PowerPoint ลองค้นหา "Troubleshoot movies" ในกล่อง ถามคำถาม บนเมนูเพื่อได้จะคำแนะนำมากขึ้น

5.แสดงภาพนิ่งที่คุณต้องการให้ภาพยนตร์เปิดใน PowerPoint และบนเมนู แทรก คลิก วัตถุ

6.ภายใต้ ชนิดของวัตถุ คลิก มีเดียคลิป และดูให้แน่ใจว่าเลือกรายการ สร้างใหม่ ถ้าคุณต้องการให้ภาพยนตร์แสดงผลเป็นไอคอน ให้เลือกกล่องกาเครื่องหมาย แสดงเป็นไอคอน

7.คลิก ตกลง

8.บนเมนู Insert Clip ใน Windows Media Player คลิก Video for Windows

9.ในรายการ ชนิดแฟ้ม เลือก แฟ้มทั้งหมด จากนั้นเลือกแฟ้ม และคลิก เปิด

10.เล่นภาพยนตร์ได้โดยคลิกปุ่ม เล่น ภายใต้แถบเมนู ถ้าจะแทรกเข้าไปบนภาพนิ่งของคุณ ให้คลิกนอกกรอบภาพยนตร์ที่บนมุมบนซ้าย

การเพิ่มคลิปเคลื่อนไหวจาก Microsoft Clip Organizer

 

1.ในบานหน้าต่างที่มีแท็บเค้าร่างและภาพนิ่ง ให้คลิกแท็บ หน้าแรก

2.คลิกภาพนิ่งที่คุณต้องการเพิ่มเสียง

3.บนแท็บ แทรก ในกลุ่ม มีเดียคลิป ให้คลิก ลูกศรใต้ เสียง

 4.ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

-คลิก เสียงจากแฟ้ม แล้วค้นหาตำแหน่งโฟลเดอร์ที่มีแฟ้มนั้น จากนั้นคลิกสองครั้งที่แฟ้มที่คุณต้องการเพิ่ม

- คลิก เสียงจาก Clip Organizer เลื่อนหาคลิปที่คุณต้องการในบานหน้าต่างงาน ภาพตัดปะ จากนั้นคลิกภาพตัดปะเพื่อเพิ่มไปยังภาพนิ่ง

13.การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร

ดีกว่าเพราะว่าเราจะได้เห็นภาพที่ชัดเจน สามารถดูข้อแตกต่างของข้อมูลได้อย่างเข้าใจ

 14.การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft Powerpoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง

 ฮาร์ดแวร์ - โน๊ตบุ๊ค , โปรเจคเตอร์ , คอมพิวเตอร์          ซอร์ฟแวร์ - Microsoft PowerPoint

15.ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษรรูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน

Microsoft Powerpoint

 

 

edit @ 16 Aug 2011 20:03:11 by ยิ้มเข้าไว้ ^^

โปรมแกรมภาษาปาสคาล

posted on 07 Jul 2011 19:02 by wantanung
       
 
 
      ภาษาปาสคาลเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ชั้นสูงที่พัฒนาขึ้นโดย Niklaus Wirth และได้ตั้งชื่อว่าปาสคาล (Pascal) เพื่อให้เกียรติแก่นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Blaise Pascal ภาษาปาสคาล พัฒนามาจากภาษา Algol โดยพัฒนาให้เป็นภาษาสำหรับฝึกหัดเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ภาษาปาสคาลจะมีลักษณะเป็นภาษาคอมพิวเตอร์แบบประมวลความหรือคอมไพเลอร์ (Compiler) เมื่อเทียบกับภาษาคอมพิวเตอร์ชั้นสูงอื่น ๆ จะพบว่าภาษาปาสคาลเป็นภาษาที่มีการวางระบบและจัดรูปแบบที่มีโครงสร้างแน่นอนตายตัว จึงทำให้ภาษาปาสคาลเป็นภาษาที่เหมาะสำหรับการเขียนโปรแกรมโครงสร้าง (Structured Program) มากกว่าภาษาอื่น ๆ ที่ใช้กันอยู่จึงทำให้ได้รับความนิยมและนำมาประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย


1.1 โครงสร้างของโปรแกรมภาษาปาสคาล
โปรแกรมในภาษาปาสคาล แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
1. ส่วนหัว (Heading) เป็นการประกาศชื่อของโปรแกรม ขึ้นต้นด้วยคำว่า PROGRAM ตามด้วยชื่อของโปรแกรม และจบบรรทัดด้วย ;
รูปแบบ

PROGRAM ชื่อโปรแกรม (รายชื่ออุปกรณ์);

ตัวอย่าง
PROGRAM EXAM1;
PROGRAM EXAM1(INPUT,OUTPUT);

ข้อสังเกต ชื่ออุปกรณ์ คือ INPUT, OUTPUT หรือชื่อของไฟล์ที่เกี่ยวข้องภายในโปรแกรมถ้าไม่ระบุจะถือว่า INPUT เข้าทาง keyboard และ OUTPUT ออกทางจอภาพ
2. ส่วนข้อกำหนด (Declaration part) คือส่วนตั้งแต่ส่วนหัวไปจนถึงคำว่า BEGIN ของโปรแกรมหลัก และเป็นส่วนที่เรากำหนดค่าต่าง ๆ ดังนี้
2.1 VAR เป็นการกำหนดแบบของข้อมูลให้แก่ตัวแปร
รูปแบบ

VAR รายชื่อตัวแปร : ประเภทของข้อมูล;

ตัวอย่าง

VAR I,J,K : INTEGER;
NAME : STRING;
SALARY : REAL;

2.2 TYPE เป็นการกำหนดแบบของข้อมูลขึ้นใหม่

รูปแบบ

TYPE ชื่อของแบบ = ประเภทหรือค่าของข้อมูล;

ตัวอย่าง

TYPE SCORE = INTEGER;
WEEK = (MON, TUE, WED, THU, FRI);
VAR TEST, MIDTERM, FINAL : SCORE;
DAY : WEEK;

จากตัวอย่างต้องประกาศชื่อแบบของตัวแปรก่อนแล้วจึงประกาศชื่อตัวแปรที่เป็นแบบ
2.3 CONST เป็นการกำหนดค่าคงที่

รูปแบบที่ 1

CONST รายชื่อค่าคงที่ = ค่าที่กำหนด;

รูปแบบที่ 2

CONST รายชื่อค่าคงที่ : ประเภทของข้อมูล = ค่าที่กำหนด;
CONST HEAD = ‘EXAMINATION’;
CONST A = 15;
CONST SALARY : REAL = 8000.00;

2.4 LABEL ใช้คู่กับคำสั่ง GOTO ภายในโปรแกรม

รูปแบบ 

LABEL รายชื่อของ LABEL;

ตัวอย่าง

LABEL 256,XXX;

เช่น GOTO 256; GOTO XXX;

3. ส่วนคำสั่งต่าง ๆ (Statement Part) เป็นส่วนสุดท้ายของโปรแกรม ขึ้นต้นด้วย “BEGIN” และปิดท้ายด้วย “END.”

ตัวอย่าง

BEGIN
Statement หรือคำสั่งต่าง ๆ ;
END.

1.1 ชื่อ (Identifier)
ชื่อ คือคำที่ตั้งขึ้นเพื่อกำหนดใช้เป็นชื่อของโปรแกรม โปรแกรมย่อย ตัวแปร แบบของตัวแปร และค่าคงที่

การตั้งชื่อ
1. ตัวอักขระ (character) ที่นำมาใช้ คือ ตัวอักษร ตัวเลข และ (_) Underline
2. จะนำเครื่องหมายใด ๆ มาใช้เป็นชื่อไม่ได้
3. ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร หรือขีดล่าง
4. ความยาวของชื่อไม่เกิน 30 ตัว แต่จะมีความหมายเพียง 8 ตัวแรกเท่านั้น

1.2 คำ (Word)
คำในภาษาปาสคาล แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ
1. พวกที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ได้แก่ แบบของข้อมูล ตัวแปร และค่าคงที่
2. พวกที่เกี่ยวกับคำสั่ง ได้แก่ คำสงวน (Reserved word) คำมาตรฐาน (Standard word) คำใหม่ (User defined word)

1.3 ข้อมูล (Data)
ภาษาปาสคาล แบ่งประเภทของข้อมูลเป็น 4 แบบ คือ แบบมาตรฐาน แบบผู้เขียนโปรแกรมกำหนด แบบโครงสร้าง และแบบพอยน์เตอร์
แบบมาตรฐาน เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในโปรแกรมทั่ว ๆ ไป เป็นข้อมูลที่มีค่าเป็นลำดับที่มีค่ามากน้อยตามลำดับ แบ่งเป็น 5 ประเภท
1. Integer เป็นข้อมูลเลขจำนวนเต็ม
2. Real เป็นข้อมูลเลขจำนวนจริงมีทศนิยม
3. Character เป็นข้อมูลตัวอักษร
4. String เป็นข้อมูลของชุดตัวอักษร เช่น String [30] เป็นการะบุค่าของสตริงว่ามีขนาด 30 ตัวอักษร
5. Boolean เป็นข้อมูลที่มีค่าเป็นไปได้ 2 ค่า คือ เป็นจริง (true), เป็นเท็จ (false) ตัวดำเนินการ (operators) ที่ใช้ในภาษาปาสคาล ได้แก่
NOT ให้กลับค่าทางคณิตศาสตร์ของ Boolean เช่น Not true เป็น false
* ให้คูณเลขทางซ้ายกับเลขทางขวา
/ ให้หารโดยเลขทางซ้ายเป็นตัวตั้ง เลขทางขวาเป็นตัวหาร
DIV ให้หารแบบตัดเศษทิ้ง ใช้ได้เฉพาะเลขจำนวนเต็มคู่
MOD ให้หาเศษของการหาร ใช้ได้เฉพาะเลขจำนวนเต็มคู่
AND ให้ความเป็นจริง เมื่อทั้ง 2 กรณีเป็นจริงทั้งคู่
OR ให้ความเป็นจริง เมื่อกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นจริง เช่น (X MOD Y = 0) 0R (x-y = 0) ข้อความนี้เป็นจริงเมื่อ X หารด้วย Y ลงตัว หรือเมื่อ X-Y เป็นศูนย์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง 2 อย่าง
XOR ให้ความเป็นจริง เมื่อกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นจริงเท่านั้น เช่น (X MOD Y Y= 0) XOR(X-Y=0) ข้อความนี้เป็นจริงเมื่อ X หารด้วย Y ลงตัว หรือเมื่อ X-Y เป็น 0 อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน

     แบบผู้เขียนโปรแกรมกำหนดขึ้น ภาษาปาสคาลอนุญาตให้ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดรูปแบบของข้อมูลขึ้นมาใช้งานเฉพาะภายในโปรแกรมได้เอง โดยการประกาศไว้ในคำสั่ง VAR หรือ TYPE แบ่งเป็น 2 แบบ
1. กำหนดแบบใหม่ เป็นการกำหนดรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อใช้เฉพาะโปรแกรมนั้น ๆ

ตัวอย่าง

TYPE color = (yellow,blue,red);
VAR dd = color;

ดังนั้น dd เป็นตัวแปรที่มีค่า 3 ค่า คือ yellow, blue, red

2. กำหนดช่วงของค่าข้อมูล เป็นการกำหนดช่วงของค่าของข้อมูลเฉพาะตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่ใช้ภายในโปรแกรม

ตัวอย่าง
TYPE NUM = 0..50;
VAR X : NUM;

ดังนั้น X จะเป็นตัวแปรที่มีค่าในช่วง 0 ถึง 50
     แบบโครงสร้าง เป็นการนำเอาข้อมูลแบบมาตรฐานหรือข้อมูลที่ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดขึ้นมาจัดให้มีระบบ มีโครงสร้างเพื่อใช้งานโดยเฉพาะ การจัดข้อมูลโครงสร้าง แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ข้อมูล Array, set, record และ file
     แบบพอยน์เตอร์ เป็นข้อมูลที่เป็นดัชนีสำหรับระบุข้อมูลอื่น ๆ อีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลแบบนี้จะซับซ้อน ค่าของข้อมูลแบบพอยน์เตอร์จะไม่เป็นตัวเลข, ตัวอักษร แต่จะมีค่าเป็น address ในหน่วยความจำ RAM ที่ข้อมูลถูกเก็บอยู่